ซื้อกล้องมือสอง เช็คอะไรบ้างก่อนโอนเงิน
ซื้อกล้องมือสองมีสองด่านที่พลาดแล้วเสียเงินฟรี คือ สภาพเซ็นเซอร์กับเลนส์ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และ เรื่องประกันศูนย์ที่ผู้ขายพูดเองไม่ได้แปลว่าจริง ทั้งสองอย่างเช็คได้ก่อนจ่ายเงิน — ขอเลขซีเรียลกับไฟล์ภาพต้นฉบับมาดูตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้าน แล้วค่อยไปถ่ายทดสอบสองใบตอนนัดเจอ เรื่องที่ต้องรู้ไว้ก่อน: เว็บเราเป็นที่ลงประกาศ ไม่ได้ถือเงินให้ระหว่างดีล ถ้าโอนไปแล้วของไม่ตรงปก เราตามคืนให้ไม่ได้ ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือนัดเจอ ตรวจให้ครบ แล้วจ่ายตอนของอยู่ในมือ
1. สองอย่างที่ขอได้ตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้าน
ก่อนนัดเจอ ขอสองอย่างนี้จากผู้ขายทางแชท ใช้เวลาไม่ถึงห้านาที แต่คัดเครื่องที่ไม่ควรไปดูออกได้เยอะ
- เลขซีเรียลของบอดี้ — ส่วนใหญ่อยู่ใต้ท้องกล้องหรือในช่องใส่แบต ขอให้เขาถ่ายรูปมาให้ชัด แล้วเก็บไว้เทียบกับตัวจริงตอนเจอ ถ้าเลขไม่ตรงหรือสติกเกอร์ถูกลอก ให้ถอยไว้ก่อน
- ไฟล์ภาพต้นฉบับจากกล้องตัวนั้น — ขอไฟล์ JPEG ที่ยังไม่ผ่านแอปแต่งรูปและยังไม่ถูกส่งแบบบีบอัด (ส่งทางอีเมลหรือส่งแบบไฟล์แนบ อย่าส่งในแชทที่บีบรูป) ข้อมูล EXIF ที่ติดมากับไฟล์จะบอกรุ่นกล้อง เลนส์ที่ใช้ และวันที่ถ่าย
- ถ้าผู้ขายบอกว่า ให้ไฟล์ต้นฉบับไม่ได้ ทั้งที่กล้องอยู่ในมือ นั่นคือสัญญาณที่ควรถามต่อ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย
จำนวนชัตเตอร์อ่านจากไฟล์ได้บ้างไม่ได้บ้าง ขึ้นกับยี่ห้อและรุ่น — บางยี่ห้อฝังมาในข้อมูลไฟล์ตรงๆ บางยี่ห้อไม่ได้ฝังไว้และต้องใช้โปรแกรมอ่านแยกหรือดูจากเมนูในตัวกล้อง ลองเปิดดูก่อนได้เลย ถ้าอ่านไม่เจอ ไม่ได้แปลว่าเขาปิดบัง ให้ไปตัดสินจากสภาพจริงตอนเจอแทน
2. เครื่องศูนย์ไทยกับเครื่องหิ้ว ต่างกันตรงไหน และเช็คยังไงไม่ให้เชื่อคำพูดอย่างเดียว
นี่คือจุดที่ราคากล้องมือสองสองตัวรุ่นเดียวกันต่างกันได้เป็นพัน และเป็นจุดที่คนซื้อโดนมากที่สุด เพราะคำว่า "เครื่องศูนย์" พิมพ์ในประกาศได้ฟรี
- เครื่องศูนย์ไทย คือเครื่องที่นำเข้ามาขายผ่านตัวแทนจำหน่ายในไทย เลขซีเรียลของเครื่องจะอยู่ในระบบของศูนย์บริการในไทย ซ่อมและเคลมในไทยได้ตามเงื่อนไขของแบรนด์
- เครื่องหิ้ว คือเครื่องที่หอบเข้ามาเอง ของไม่ได้ผิดกฎหมายและอาจเป็นของแท้ทุกประการ แต่ ซีเรียลไม่ได้อยู่ในระบบศูนย์ไทย เวลามีปัญหาต้องซ่อมนอกศูนย์ หรือส่งกลับประเทศต้นทาง ค่าอะไหล่กับเวลารอจึงต่างกันมาก
- ซื้อเครื่องหิ้วได้ ไม่ใช่เรื่องผิด ขอแค่ราคาต้องสะท้อนความจริง อย่าจ่ายราคาเครื่องศูนย์ให้เครื่องหิ้ว
วิธีเช็คที่ไม่ต้องเดา: เอาเลขซีเรียลไปถามศูนย์บริการของแบรนด์นั้นโดยตรงก่อนโอนเงิน โทรถามหรือถามทางช่องทางทางการของแบรนด์ก็ได้ ถามสั้นๆ ว่าซีเรียลนี้อยู่ในระบบไหม และเหลือประกันถึงเมื่อไหร่ ใช้เวลาไม่นานและเป็นคำตอบจากคนที่รู้จริง ไม่ใช่จากคนที่กำลังจะขายของให้เรา
- ขอ ใบเสร็จหรือใบรับประกันตัวจริง ประกอบด้วย เพราะหลายแบรนด์ให้ประกันผูกกับตัวเครื่องก็จริง แต่ตอนเคลมมักขอหลักฐานวันที่ซื้อ ถ้าผู้ขายไม่มีเอกสารเลย ให้คิดไว้ว่าประกันที่เหลือคือของแถม ไม่ใช่ของที่จ่ายเงินซื้อ
- เงื่อนไขการโอนประกันให้เจ้าของคนใหม่ไม่เหมือนกันทุกแบรนด์และเปลี่ยนได้ตามนโยบายแต่ละช่วง — อย่าเชื่อทั้งเราและผู้ขาย ให้ถามศูนย์ด้วยซีเรียลตัวจริงเป็นคำตอบสุดท้าย
3. ตรวจเซ็นเซอร์และบอดี้ด้วยรูปสองใบ
พกการ์ดความจำของตัวเองไปด้วยหนึ่งใบ จะได้เอาไฟล์กลับมาดูบนจอใหญ่ที่บ้าน และไม่ต้องยืมการ์ดใครให้ยุ่ง ถ่ายสองใบนี้ก็รู้เรื่องแล้ว
- ใบที่หนึ่ง — หาฝุ่นกับรอยบนเซ็นเซอร์: หันกล้องไปที่ผนังสีอ่อนเรียบๆ หรือท้องฟ้า ปรับรูรับแสงให้แคบที่สุดเท่าที่รุ่นนั้นทำได้ (เลข f สูงๆ เช่น f/16 ขึ้นไป) แล้วถ่าย ฝุ่นบนเซ็นเซอร์จะโผล่เป็นจุดดำๆ เบลอๆ ให้เห็นชัดในรูปแบบนี้ ทั้งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
- ฝุ่นนิดหน่อยเป็นเรื่องปกติของกล้องใช้แล้วและเป่าออกได้ แต่ถ้าเป็นจุดเยอะจนนับไม่ไหว หรือเป็นรอยขีดยาว ให้เอาไปต่อรองหรือเดินจากไป เพราะการทำความสะอาดเซ็นเซอร์มีค่าใช้จ่าย และรอยขีดแก้ไม่ได้
- ใบที่สอง — หาจุดเสียบนเซ็นเซอร์: ปิดฝาหน้าเลนส์ให้มืดสนิท ตั้งเวลาเปิดหน้ากล้องนานสักหน่อย (หลายวินาที) แล้วถ่าย รูปควรออกมาดำสนิท ถ้ามีจุดสีแดง เขียว น้ำเงิน หรือขาวโผล่ขึ้นมา นั่นคือพิกเซลเสีย
- ภายนอกให้ดู รอยกระแทกที่มุมบอดี้ ยางหุ้มบวมหรือลอก และเมาท์เลนส์ (วงโลหะที่ใส่เลนส์) ว่ามีรอยบิ่นหรือน็อตถูกขันมาก่อนไหม รอยที่เมาท์แปลว่าเคยตกหรือเคยถูกแกะ
- เปิดช่องแบตดูว่า มีคราบสนิมหรือรอยน้ำ ไหม กล้องที่เคยโดนน้ำมักทิ้งร่องรอยไว้ตรงนี้ก่อนที่อื่น
4. ตรวจเลนส์ — ของที่พังเงียบที่สุดในชุด
เลนส์เสียหายแล้วมักไม่มีอาการเตือน จนกระทั่งเห็นในรูป และค่าซ่อมเลนส์บางตัวแพงกว่าบอดี้มือสองทั้งตัว
- ส่องหาเชื้อรา: ถอดฝาทั้งสองด้าน เอาไฟฉายจากมือถือส่องเข้าไปด้านหนึ่ง แล้วมองทะลุจากอีกด้านโดยเอียงไปมา เชื้อราจะเห็นเป็นเส้นใยแตกแขนงคล้ายใยแมงมุมอยู่ข้างในเนื้อแก้ว ไม่ใช่ฝุ่นเม็ดกลมๆ
- ฝุ่นเล็กน้อยในเลนส์มือสองเป็นเรื่องปกติ และมักไม่มีผลกับรูป — อย่าเอาไปต่อรองแรงเกินจริง แต่ เชื้อรากับฝ้า (หมอกขาวคลุมทั้งชิ้นเลนส์) คือคนละเรื่อง สองอย่างนี้ทำให้ภาพฟุ้งและลามได้
- ดูม่านรูรับแสง: หมุนปรับค่ารูรับแสงแล้วดูว่าใบพัดโลหะข้างในขยับเปิดปิดฉับๆ ทันใจไหม ถ้าเห็นคราบน้ำมันเยิ้มบนใบพัดหรือมันขยับอืด ให้ถือว่าเป็นงานซ่อม
- หมุนวงซูมกับวงโฟกัส ให้สุดทั้งสองทาง ต้องหนืดสม่ำเสมอ ไม่มีจุดสะดุด ไม่มีเสียงกรอบแกรบ และกระบอกเลนส์ต้องไม่โยกคลอน
- ทดสอบออโต้โฟกัส: ถ่ายของใกล้ ของไกล และของที่มีเส้นชัดๆ อย่างละใบ แล้วซูมดูในจอว่าเข้าโฟกัสตรงจุดที่เล็งจริงไหม ถ้ามีเลนส์ตัวอื่นติดไปด้วย ให้ลองสลับใส่ เพื่อแยกว่าปัญหาอยู่ที่บอดี้หรือที่เลนส์
5. เช็คเมาท์เลนส์ให้ตรงก่อน ไม่งั้นซื้อมาแล้วต่อกันไม่ได้
ข้อนี้ไม่ใช่เรื่องสภาพ แต่เป็นเรื่องที่คนซื้อกล้องตัวแรกพลาดบ่อย เพราะเลนส์ของยี่ห้อเดียวกันก็ใส่ข้ามกันไม่ได้ถ้าคนละเมาท์
- แต่ละยี่ห้อมีเมาท์ของกล้องสะท้อนภาพ (DSLR) กับกล้องมิเรอร์เลส คนละแบบกัน เช่นฝั่ง Canon เลนส์ตระกูล EF เป็นของ DSLR ส่วนตระกูล RF เป็นของมิเรอร์เลส และฝั่ง Nikon เลนส์เมาท์ F เป็นของ DSLR ส่วนเมาท์ Z เป็นของมิเรอร์เลส
- มีอะแดปเตอร์แปลงเมาท์ขาย และหลายรุ่นใช้ได้ดี แต่ทิศทางมันเดินทางเดียว (เอาเลนส์ DSLR ไปใส่มิเรอร์เลสได้ ย้อนกลับมักไม่ได้) และต้องบวกค่าอะแดปเตอร์เข้าไปในราคาที่คุณกำลังตัดสินใจด้วย
- ก่อนกดซื้อ ให้เช็คชื่อเมาท์ของบอดี้กับของเลนส์ที่คุณมีอยู่แล้วหรือกำลังจะซื้อว่าตรงกัน ถามผู้ขายตรงๆ ได้เลยว่าเมาท์อะไร ถ้าเขาตอบไม่ได้ ให้ขอรูปหน้าสัมผัสของเลนส์กับชื่อรุ่นเต็มๆ มาเทียบเอง
- ของที่ หาเลนส์ต่อยาก จะขายต่อยากตามไปด้วย ถ้ากะจะเล่นยาว ควรเลือกเมาท์ที่ยังมีเลนส์ให้ซื้อทั้งมือหนึ่งและมือสอง
6. ทดสอบระบบไฟและปุ่มทุกปุ่ม อย่าดูแค่ว่ามันเปิดติด
เปิดติดไม่ได้แปลว่าใช้งานได้ครบ ไล่ตามนี้ให้จบก่อนควักเงิน ใช้เวลาไม่เกินสิบนาที
- แบตเตอรี่: ดูว่าเป็นแบตของแบรนด์หรือแบตเทียบ (แบตเทียบไม่ใช่ของผิด แต่ถูกกว่ามาก ต้องสะท้อนในราคา) ดูก้อนแบตว่า บวมหรือเปล่า โดยวางบนโต๊ะเรียบแล้วดูว่ามันโคลงไหม แบตบวมคือของที่ต้องเปลี่ยน ไม่ใช่เรื่องต่อรอง
- ที่ชาร์จ: ต้องได้มาด้วยและต้องเสียบชาร์จให้เห็นว่าไฟติดจริง
- ช่องใส่การ์ด: เสียบการ์ดของเราเอง ถ่าย ดูรูป และลบรูปให้ครบวงจร ถ้ากล้องมีสองช่อง ให้ลองทั้งสองช่อง และดูว่าเข็มในช่องไม่งอ
- จอกับช่องมองภาพ: เปิดดูทั้งสองทาง หาจุดดำ เส้น หรือรอยแตกในจอ ถ้าจอพับได้ให้พับกางจนสุดหลายรอบ ดูว่าบานพับไม่หลวมและภาพไม่กระพริบ
- ปุ่มและวงแหวนทุกตัว: กดและหมุนให้ครบทุกปุ่ม รวมถึงปุ่มที่ไม่ค่อยได้ใช้ ปุ่มที่กดแล้วไม่ตอบสนองคือค่าซ่อมที่คุณจะเป็นคนจ่าย
- แฟลชและช่องเสียบแฟลชด้านบน ถ้ารุ่นนั้นมี ให้ลองยิงสักครั้ง
- พอร์ตเสียบสาย: เสียบสายชาร์จหรือสายต่อจอดูว่าแน่นและติดจริง ไม่ใช่หลวมโยก
7. ของที่ต้องได้มาพร้อมเครื่อง และลำดับการจ่ายเงิน
ตกลงกันให้ชัดตั้งแต่ในแชทว่าจะได้อะไรบ้าง แล้วนับของให้ครบตอนเจอ ก่อนโอน
- ที่ควรได้: บอดี้ แบตอย่างน้อยหนึ่งก้อน ที่ชาร์จ สายชาร์จ ฝาปิดบอดี้ ฝาหน้าและฝาหลังของเลนส์ ฮูด (ถ้ารุ่นนั้นมีมาให้) สายคล้อง
- ที่ควรขอถ้ามี: กล่อง ใบเสร็จ ใบรับประกัน — สามอย่างนี้ช่วยตอนคุยกับศูนย์ และช่วยตอนคุณจะขายต่อในอนาคตด้วย
- นัดเจอในที่สาธารณะที่มีแสงพอ ห้างหรือร้านกาแฟ อย่านัดในที่มืดหรือกลางแดดจ้า เพราะดูจอไม่ออกทั้งคู่ และควรมีปลั๊กไฟให้ลองชาร์จได้
- จ่ายเงินตอนของอยู่ในมือและตรวจครบแล้วเท่านั้น อย่ามัดจำล่วงหน้าให้คนที่ไม่เคยเจอกัน เหตุผลเต็มๆ อยู่ในบทความเรื่องกลโกงและเรื่องนัดรับที่ลิงก์ไว้ข้างล่าง
- ถ้าผู้ขาย เร่งให้รีบตัดสินใจ หรือขอให้โอนก่อนเพราะมีคนจองแล้ว ให้ถือเป็นสัญญาณเตือน กล้องดีๆ มีให้เลือกเสมอ
ประกาศจากผู้ขายทั่วประเทศ ทักแชทถามก่อนได้ นัดรับหรือให้ส่งก็ตกลงกันเอง