ขายมือถือเก่ายังไงให้ได้ราคา และไม่มีปัญหาตามหลัง
ขายมือถือเก่าให้เรียบร้อยมีอยู่ 3 ขั้น: ปลดล็อกบัญชีแล้วล้างเครื่อง → เขียนประกาศที่บอกสภาพตามจริง → ให้ผู้ซื้อลองเครื่องต่อหน้าตอนนัดรับ ข้ามขั้นแรกคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เพราะเครื่องที่ยังผูก Apple ID หรือบัญชี Google อยู่ ผู้ซื้อจะใช้งานไม่ได้เลยหลังรีเซ็ต และคุณจะโดนตามทวงเงินคืน อีกเรื่องที่ต้องยอมรับก่อนเริ่ม: มือถือเป็นของที่ราคาตกเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง ถ้าตัดสินใจจะขายแล้ว เก็บไว้เฉยๆ มีแต่เสียราคา
1. ก่อนอื่น: สำรองข้อมูลและปลดบัญชีออกจากเครื่อง
ทำขั้นนี้ให้จบก่อนถ่ายรูปหรือลงประกาศ เพราะบางอย่างต้องใช้อินเทอร์เน็ตและรหัสผ่านที่คุณอาจต้องไปกู้คืน
- สำรองข้อมูลก่อนเสมอ — รูป แชท แอปธนาคาร แอป OTP ย้ายให้ครบ ล้างแล้วเอากลับไม่ได้
- ถอดแอปที่ผูกตัวตน ออกเองก่อน เช่น แอปธนาคาร แอปยืนยันตัวตน แอปที่ผูกเบอร์ — อย่าหวังพึ่งการล้างเครื่องอย่างเดียว
- ถอดซิมและ SD card ออกจริง ไม่ใช่แค่ปิดการใช้งาน ถ้าเป็น eSIM ให้ลบโปรไฟล์ eSIM ออกจากเครื่อง
- iPhone: ออกจาก Apple ID ก่อน (การตั้งค่า > แตะชื่อตัวเองบนสุด > เลื่อนลงสุด > ออกจากระบบ) แล้วค่อยล้างเครื่องที่ การตั้งค่า > ทั่วไป > ถ่ายโอนหรือรีเซ็ต iPhone > ลบเนื้อหาและการตั้งค่าทั้งหมด
- แอนดรอยด์ (ซัมซุงเป็นตัวอย่าง): ลบบัญชี Google ออกก่อนที่ การตั้งค่า > บัญชีและการสำรองข้อมูล > จัดการบัญชี > เลือกบัญชี > ลบบัญชี แล้วค่อยรีเซ็ตที่ การตั้งค่า > การจัดการทั่วไป > รีเซ็ต > รีเซ็ตข้อมูลจากโรงงาน
ชื่อเมนูอาจต่างกันเล็กน้อยตามรุ่นและเวอร์ชันระบบ แต่ลำดับเหมือนกันทุกเครื่องคือ ปลดบัญชีก่อน แล้วค่อยล้าง
ทำไมต้องปลดบัญชีก่อนล้าง — จุดที่คนขายพลาดบ่อยที่สุด
ทั้ง iPhone และแอนดรอยด์มีระบบกันเครื่องหาย ที่จะล็อกเครื่องไว้กับบัญชีเดิมแม้จะรีเซ็ตไปแล้ว (ฝั่ง Apple คือ Activation Lock ที่มากับ Find My ฝั่งแอนดรอยด์คือ Factory Reset Protection)
ผลคือ ถ้าคุณล้างเครื่องโดยไม่ปลดบัญชีออกก่อน ผู้ซื้อจะเปิดเครื่องมาเจอหน้าจอถามรหัสบัญชีเดิม ใช้เครื่องไม่ได้เลย และแก้ที่ปลายทางไม่ได้ ต้องกลับมาให้คุณปลดให้เท่านั้น
- ก่อนส่งมอบ ให้ลองเปิดเครื่องขึ้นมาถึงหน้าตั้งค่าเริ่มต้น ถ้าไม่มีหน้าถามรหัสบัญชีเดิมโผล่ = เรียบร้อย
- ห้ามลงขายเครื่องที่ยังปลดบัญชีไม่ได้ ถ้าลืมรหัส Apple ID หรือบัญชี Google ให้ไปกู้คืนให้ได้ก่อน ขายไปทั้งที่ยังล็อกคือขายของที่ผู้ซื้อใช้งานไม่ได้
2. เก็บข้อมูลเครื่องให้ครบก่อนตั้งราคา
ตัวเลข 3 อย่างนี้คือสิ่งที่ผู้ซื้อมือถือถามเป็นอย่างแรกเกือบทุกครั้ง เตรียมไว้ก่อนจะประหยัดเวลาคุยไปมาก
- รุ่นเต็มและความจุ เช่น iPhone 13 128GB ไม่ใช่แค่ "ไอโฟน 13" — ความจุต่างกันทำให้ราคาต่างกันจริง
- สุขภาพแบตเตอรี่ — iPhone ดูที่ การตั้งค่า > แบตเตอรี่ > การชาร์จและประสิทธิภาพแบตเตอรี่ จะมีตัวเลข "ความจุสูงสุด" เป็นเปอร์เซ็นต์ ส่วนแอนดรอยด์ยังไม่มีเมนูมาตรฐานที่เหมือนกันทุกยี่ห้อ บางรุ่นมีในหน้าแบตเตอรี่ บางยี่ห้อดูผ่านแอปตรวจเช็คของยี่ห้อเอง ถ้าเครื่องคุณหาไม่เจอ ให้เขียนตรงๆ ว่าดูตัวเลขไม่ได้ แล้วบอกพฤติกรรมจริงแทน เช่น ใช้ได้กี่ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
- เลข IMEI — กด `*#06#` บนหน้าโทรออกจะขึ้นทันที ผู้ซื้อหลายคนจะขอเลขนี้ไปตรวจก่อนตัดสินใจ
- ประวัติการซ่อม เคยเปลี่ยนจอ เปลี่ยนแบต หรือเปลี่ยนก้นชาร์จไหม เปลี่ยนที่ศูนย์หรือร้านนอก — เรื่องนี้มีผลกับราคาและต้องบอก
- ประกันเหลือไหม และเป็นเครื่องศูนย์ไทยหรือเครื่องหิ้ว
ข้อควรระวัง: เลข IMEI ควรส่งให้ผู้ซื้อทางแชทตอนคุยจริงจัง ไม่ต้องแปะไว้ในรูปประกาศสาธารณะ
3. ตั้งราคาจากราคาที่ขายออกจริง ไม่ใช่ราคาที่ซื้อมา
หลักการเดียวกับของมือสองทุกชนิด: ค้นรุ่นเต็มของคุณในเว็บซื้อขาย ดูของที่สภาพใกล้เคียงกัน 5-10 รายการ ตัดตัวแพงสุดถูกสุดทิ้ง ที่เหลือคือช่วงราคาจริง
สิ่งที่ทำให้ราคามือถือต่างกันมากที่สุดเวลาเทียบกัน:
- ความจุ (128GB กับ 256GB รุ่นเดียวกันคนละราคา)
- เปอร์เซ็นต์แบต และเคยเปลี่ยนแบตมาแล้วหรือยัง
- จอเดิมหรือจอเปลี่ยน
- อุปกรณ์ครบ/มีกล่อง
- ตำหนิที่มองเห็น เช่น มุมบุบ รอยขนแมวหนัก
มือถือเป็นของที่ราคาตกเร็ว — รุ่นใหม่ออกทุกปี และราคามือสองจะขยับลงตามทุกครั้ง ถ้าตั้งราคาไว้แล้วผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์ยังไม่มีใครทักเลยทั้งที่รูปและรายละเอียดครบ แปลว่าราคาหลุดจากตลาดแล้ว ลดทีละ 5-10% ดีกว่าดองไว้
4. รูปและรายละเอียดที่ประกาศมือถือต้องมี
ประกาศมือถือที่ขายออกเร็วคือประกาศที่ตอบคำถามผู้ซื้อจนหมดตั้งแต่ยังไม่ทัก
รูปที่ควรมี
- หน้าเครื่องตอนเปิดจอสว่าง (พื้นหลังสีอ่อนจะเห็นจุดเสียของจอชัด) — รูปเครื่องดับพิสูจน์อะไรไม่ได้เลย
- ด้านหลัง ด้านข้าง และมุมเครื่องทั้งสี่มุม
- รูปตำหนิระยะใกล้ทุกจุด — ถ่ายเองก่อนดีกว่าให้ผู้ซื้อมาเจอตอนนัดรับแล้วขอลดราคา
- หน้าจอที่แสดงเปอร์เซ็นต์แบต (ถ้าเครื่องดูได้)
- อุปกรณ์ที่แถมไปด้วย วางให้เห็นครบในรูปเดียว
ข้อความที่ควรมี
- รุ่นเต็ม + ความจุ + สี
- เครื่องศูนย์ไทย/เครื่องหิ้ว, ประกันเหลือถึงเมื่อไหร่
- เปอร์เซ็นต์แบต และประวัติการเปลี่ยนอะไหล่
- อุปกรณ์ที่ให้ไปจริง (อย่าเขียนว่า "ครบกล่อง" ถ้าสายหายไปเส้นหนึ่ง)
- ตำหนิ เขียนเป็นข้อๆ ตรงไปตรงมา
- เครื่องติดล็อกเครือข่ายหรือติดสัญญาผ่อนอยู่ไหม
การบอกตำหนิตรงๆ ไม่ได้ทำให้ขายยากขึ้น มันกรองคนที่จะมาต่อราคาตอนเจอหน้าออกไปตั้งแต่แรก
5. ตอนนัดส่งมอบ: ให้เขาลองให้ครบ จบแล้วจบเลย
ปล่อยของไม่ได้ถือเงินให้ตรงกลาง (ไม่มีระบบพักเงิน) — ผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงและจ่ายกันเอง ฉะนั้นการส่งมอบต้องรัดกุมด้วยตัวเอง
- นัดในที่สาธารณะที่มีคนพลุกพล่านและมีกล้อง เช่น ห้างหรือหน้าร้านสะดวกซื้อ
- ให้ผู้ซื้อลองเครื่องตรงนั้นให้ครบ: ทัชทั่วจอ ปุ่มทุกปุ่ม กล้องหน้า-หลัง ลำโพง ไมค์ สั่น ช่องชาร์จ Wi-Fi ใส่ซิมทดสอบสัญญาณ และระบบปลดล็อกด้วยหน้า/นิ้ว
- ถ้าโอนเงิน ให้รอจนเงินเข้าบัญชีของคุณจริง ค่อยส่งเครื่อง สลิปที่เห็นบนหน้าจอไม่ใช่หลักฐานว่าเงินเข้า
- ล้างเครื่องเรียบร้อยไปตั้งแต่ที่บ้าน แล้วเปิดให้ดูตรงนั้นว่าเครื่องขึ้นหน้าตั้งค่าเริ่มต้นจริง ไม่มีบัญชีเดิมค้าง
- เก็บภาพเครื่องตอนส่งมอบและข้อความที่คุยกันไว้ เผื่อมีปัญหาตามมา
ถ้าผู้ซื้อเร่งให้รีบจบ ไม่ยอมให้ลองเครื่อง หรือขอให้ส่งของก่อนจ่าย — ให้ถอยไว้ก่อน ดีลที่ปกติจะไม่รีบขนาดนั้น
ลงประกาศฟรี ไม่จำกัดจำนวน ไม่หักเปอร์เซ็นต์ — ผู้ซื้อทักแชทหาคุณโดยตรง